• Home
  • News
  • เสื้อเหย้า วันแรก 33 ล้านของ “บุรีรัมย์” สะท้อน “โมเดล” ที่เหนือกว่าธุรกิจ-ทีมอื่น

เสื้อเหย้า วันแรก 33 ล้านของ “บุรีรัมย์” สะท้อน “โมเดล” ที่เหนือกว่าธุรกิจ-ทีมอื่น

By on December 27, 2019 0 1184 Views

DST.News Report : ความผิดหวังที่ไม่สามารถคว้าถ้วยอะไรได้เลยในฤดูกาลที่ผ่านมา ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ย่อมสร้างความไม่พอใจกับทั้งแฟนบอล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

และแน่นอนที่สุด คือ “เจ้าของทีมตัวจริง” อย่าง เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฯ ที่ฉุนสุด เพราะปี2019 พวกเขาไม่มีความสำเร็จติดมือเลย

แต่ในเรื่องพัฒนาการของทีมโดยรวมนั้น ถือว่าสวนทางกับ เรื่องที่พวกเขา “คว้าน้ำเหลว” อย่างสิ้นเชิง

เพราะ ฤดูกาลที่ผ่านมา ถือเป็น “ปีแจ้งเกิด” ของนักเตะแห่งอนาคตของทีมชาติไทยยุคใหม่ ทั้ง “ศุภณัฐฏ์ เหมือนตา” หรือ “ศุภโชค สารชาติ” 2 พี่น้องสุดแสบ ขณะที่บรรดาผู้เล่นชาวไทยที่ยังอายุไม่เยอะรายอื่นๆ อย่างศุภชัย ใจเด็ด ศสลักษณ์ ไหประโคน หรือ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และ รัตนากร ใหม่คามิ ต่างทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และคาดว่าในฤดูกาลที่จะถึงนี้จะเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก จากประสบการณ์ที่เล่นร่วมกันมาที่ช่วยเพิ่มความแข็งให้กับกระดูกบอล

และนั่นก็เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้การสร้างแบรนด์ ของพวกเขา “แข็งโป๊ก” จนทิ้งห่างทีมร่วมลีกไปไกล พอดู

ส่วนสำคัญที่พาทีมไปถึงจุดนั้น คือ ความเอาจริงเอาจัง ของ เนวิน ชิดชอบ ที่บรรจงสร้าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้เป็นทีมเบอร์ 1 ของประเทศ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นหมายเลข 1 ของอาเซียน

และด้วยการบรรจงปั้น นอกจากความสำเร็จของทีมที่เป็นไปตามเป้าหมาย “ชื่อชั้นติดหู” ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอีก ตั้งแต่ จำนวนฐานแฟนบอล ที่ไม่ได้จำกัด เฉพาะอยู่แค่ จังหวัดบุรีรัมย์

เอาแค่การเปิดขายเสื้อเหย้าวันแรกเมื่อ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ยอดขายสร้างสถิติใหม่ ทะลุ 49,164 ตัว และสร้างเม็ดเงินให้สโมสร กว่า 33 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า แฟนบอลของพวกเขา มีความภักดีกับสโมสร

และคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากยอดขายเสื้อปีนี้จะทะลุ 120,000 ตัวเมื่อจบฤดูกาล ซึ่งเสื้อบอลจำนวน 120,000 ตัวที่ขายได้ นั้น อาจจะมากกว่า ทุกสโมสรในประเทศไทย ขายได้รวมกันเสียอีก

ขณะที่สถิติผู้ชมในสนามฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขามีแฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามเฉลี่ย นัดละ 13,558 คน มากที่สุดในลีก

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากเทียบกับจำนวนฐานแฟนบอล ปัจจัยเหล่านี้ ย่อมผกผันกับจำนวนเม็ดเงินที่สปอนเซอร์มอบให้ในแต่ละปีอีกด้วย

สิ่งเหลานี้ย่อมส่งผลต่อ “ความเป็นมืออาชีพ” ทั้งในเรื่องของ มาตรฐานของอุปกรณ์การฝึกซ้อม ระบบอคาเดมี่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่มีให้กับทั้ง นักเตะ และทีมงาน

เช่นเดียวกับคุณภาพของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะเรื่องฟุตบอลในสนาม แต่หมายถึงทีมงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายอื่นๆ ที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพในแต่ละวงการ ให้เข้ามาร่วมทำงานกับทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของประเทศ และพร้อมจะผลักดันองค์กรไปข้างหน้าเพื่อให้เป็น “ดาวค้างฟ้า”

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ นโยบายการซื้อผู้เล่นต่างชาติของพวกเขา เท่าที่จำได้ เหมือนจะมีเพียง “เคน วินเซ็นต์” กองหน้านิวซีแลนด์ คนเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาย่อมจ่ายเงินเพื่อซื้อตัวมาจากทีมร่วมลีกจาก สงขลา ยูไนเต็ด

กลับกัน ผู้เล่นต่างชาติที่พวกเขานำเข้ามาเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นที่ หมดสัญญากับทีมเก่า สามารถย้ายทีมได้โดยไม่เสียค่าตัว ทำให้พวกเขาสามารถเอาเงินในส่วนนี้ไปอัดค่าเหนื่อยให้นักเตะเพื่อดึงดูดให้มาจอยกันที่ช้าง อารีน่า

ผู้เล่นคนไหนที่ใช้งานจนคุ้มหรือมีโอกาสที่ดีกว่า ก็พร้อมปล่อยออก เพื่อเอารายได้ตรงนั้นมาหมุนเป็นค่าเหนื่อย ไม่เว้นแม้แต่ “ตำนาน” อย่าง ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ฤดูกาลที่ผ่านมา

เป็นการตอกย้ำเรื่องเหล่านี้ได้ดีที่สุด เมื่อ กระดูกสันหลังของ ทีม ส่วนใหญ่เป็นนักเตะไทย ที่เอ่ยชื่อไปเมื่อตอนต้น ทั้งสิ้น ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยพยุงทีมให้เดินหน้าต่อไปได้ แม้เกิดเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดอย่าง “เจ้าของทีมลอยแพ”(ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) ก็ตาม

กับโมเดล ที่ “บุรีรัมย์” นำทีมอื่นไปหลายช่วงตัวนี้ สะท้อนให้เราเห็นในหลายสิ่ง

กับสิ่งที่ตอกย้ำ เช่น การพักทีม ของ พีทีที ระยอง ในลีกสูงสุด และไทย ฮอนดา ในลีกรอง แสดงให้เห็นมุมมองของ “นักธุรกิจ” กับ ฟุตบอลไทย ขณะที่ทีมหัวแถวทีมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ที่กำลังมีกระแสข่าวว่า “ถังจะแตก” อยู่รอมร่อ

เมื่อบวกกับเรื่องการปล่อยตัวนักเตะต่างชาติ แบบเกือบจะ “โล๊ะ” ยกแผง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำข่าวดังกล่าวให้มีน้ำหนักขึ้นไปอีก และดูเหมือนว่า อาจจะมีการเปลี่ยนตัวผู้สนับสนุน หลักอย่างเป็นทางการไป เป็น แสนสิริ ยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์

ที่ตอนนี้ อยู่ระหว่าง “ดีล” หากเขาไม่ยอมมารับไม้ต่อ ไม่กล้าคิดว่าสภาพทีมจะเป็นอย่างไร

ขณะที่ “การท่าเรือ เอฟซี” และ “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด” สถานการณ์อาจจะยังดูดีอยู่เมื่อ ยังมีเจ้าของทีมทั้ง มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ แห่งท่าาเรือ และ ขจร เจียรวรนนท์ แห่ง ทรู แบงค็อก คอย ซับซิไดส์ เงินทุน

แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง ทั้ง 2 คนกลับเบื่อขึ้นมาดื้อๆ และขอถอนตัวจากการทำทีม อะไรจะเกิดขึ้น?

เพราะถ้ามองเฉพาะปัจจัยนอกสนามเพียงอย่างเดียว บอกได้เลยว่า ทีมอื่นๆยังคงห่างชั้นกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อยู่หลายช่วงตัว และไม่น่าจะขึ้นมาเทียบชั้นใดอย่างน้อยก็ 5 ปีต่อจากนี้

วิสัยทัศน์ที่ “เสี่ยเน” มีและหล่อหลอมให้ พวกเขาเป็นทีมฟุตบอลที่น่าเกรงขามอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นจากการ “ชุบมือเปิบ” หรือการ “ฉวยโอกาส” แต่ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนมาจาก “การลงมือทำก่อนคนอื่น อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง”

โดยคำนึงถึงองค์ประกอบทุกด้าน ไม่เฉพาะความพยายามสร้างชื่อเสียงให้กับ ทีมหรือตัวเองเท่านั้น.

_________

ขอบคุณภาพ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, สงขลา ยูไนเต็ด
By ใบไม้ห้าแฉก

ติดตามช่องทางข่าวสาร-เสนอแนะ ติชม และร่วมกิจกรรมสนุกๆ กับเราได้ที่…​
Fb : www.facebook.com/dailysoccerthailand
Twitter : dailysoccer2017
IG : dailysoccerthailand
Line : @dailysoccerth
Website : http://dailysoccer.in.th

  News
Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *