• Home
  • Exclusive
  • นักเตะตีนระเบิด “คิงส์-สีหนาท” เกมที่แพ้ คือ บทเรียนสอน “สู้!อย่าหยุด”

นักเตะตีนระเบิด “คิงส์-สีหนาท” เกมที่แพ้ คือ บทเรียนสอน “สู้!อย่าหยุด”

By on October 15, 2018 0 1668 Views

 DST.Exclusive : จบเกมไทยลีก2018ไปแล้ว แต่ชีวิตนักเตะยังไม่จบ!  เพราะหลังจากนี้คือการเตรียมพร้อม เตรียมทีม เรียกฟิตให้คืนสู่สังเวียน “สนามหญ้า” อีก 4 เดือนข้างหน้า

ระหว่างเกมลีกตะบี้ ตะบันแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตาย มีนักเตะหลายคนที่แจ้งเกิด โดยเฉพาะ หนุ่มคนนี้ “เจ้าคิงส์ –สีหนาท สุทธิศักดิ์” แนวรุกยังบลัด ของทีม “ยักษ์แสด – อุดรธานี เอฟซี” ที่ฤดูกาล 2018 เขายิงประตูให้ทีมต้นสังกัด 3 ประตู โดยนัดสุดท้าย เจ้าตัวท็อปฟอร์ม ซัดไป 2 ลูก ทำเอา อัศวินยักษ์แสด ยกให้เป็นขวัญใจ

ซึ่ง 2 ลูกสุดท้ายนั้น ถือเป็นการฝากผลงานแบบยอดเยี่ยมให้กับยักษ์แสด ได้ภูมิใจ แต่เมื่อสิ้นฤดูกาล “เจ้าคิงส์” เด็กใต้สัญญา “กิเลนผยอง – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ต้องกลับเข้าบ้านใหญ่ และรอเวลาส่งตัวไปบ้านหลังอื่น ตาม “ต้นสัญญา” จะพิจารณา

กับสิ่งนี้ “เจ้าคิงส์” บอกว่าเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ เพราะ “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” คือ ต้นสัญญาที่มีพระคุณ ดึงเด็กบ้านนอกคนหนึ่งให้เข้าสู่เส้นทางนักเตะที่เขาใฝ่ฝัน

พื้นเพของ “นักเตะดาวรุ่ง” เป็นคนชายขอบ อยู่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี แม่มีอาชีพรับจ้าง ส่วน พ่อ ก็รับจ้างด้วยและเดินสายเตะบอลในพื้นที่

“ผมตามพ่อไปเตะบอลเดินสาย ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นคิดแค่เตะบอลเล่นๆ สนุกดี ยังไม่คิดถึงขั้นต้องติดทีมชาติ ต้องเป็นนักบอลอาชีพ ตามพ่อไปเตะบอลบ้าง ไปเล่นบอลให้กับโรงเรียนบ้าง จนวันหนึ่งเพื่อนพ่อบอกว่า ให้พาผมไปคัดตัวเข้าโรงเรียนกีฬาของกรุงเทพฯ เพราะได้เรียนฟรี แถมมีโอกาสด้านฟุตบอล”

ตอนนั้น “เจ้าคิงส์” บอกว่า ยังงงๆ ที่เพื่อนของพ่อมาชวนแบบนั้น เพราะเขามองว่าตัวเองไม่ได้เก่ง หรือ โดดเด่นอะไร แต่ถึงจะงงยังไง ก็ไป เพราะคิดว่าหากติด และได้เรียน ไม่เสียค่าเทอม เป็นเรื่องที่แบ่งเบาภาระทางบ้าน

“ผมไปแบบงงๆ เลยครับ รองเท้าก็ไม่มี ตอนไปถึงสนาม อาศัยขอยืมรองเท้าคนแถวๆ นั้นเอา พอลงสนามทดสอบฝีเท้า ปรากฎว่าได้ และได้เข้าเรียนตั้งแต่ชั้น ม.1 ตอนแรกไปเรียน ผมอยากหนีกลับบ้านมาก เพราะเป็นโรงเรียนประจำ มีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ต้องปรับตัวสูง แต่ผมได้แค่คิดนะ กลับจริงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินค่ารถ จะเดินกลับก็กลับไม่ถูก ไกลด้วย” เจ้าคิงส์ เล่าพร้อมหัวเราะเหมือนเป็นช่วงสนุกของวัยเด็ก

ไม่รู้ว่าเพราะเป็นความจำใจ ต้องทนอยู่ หรือ เพราะความรักฟุตบอลกันแน่ ทำให้ “เจ้าคิงส์” เด็กที่อยากหนีกลับบ้าน กลับมาโฟกัสเส้นทางชีวิตของตัวเอง และวางเป้าหมายไปให้ไกล ถึง นักฟุตบอลอาชีพ หลังจากเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่

และความทะเยอทะยานที่เขามี บวกกับความเป็นคนไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทำให้เขาเป็นนักเตะรุ่นเด็กที่ประสบความสำเร็จ ทั้งเกมแข่งขันในหลายรายการ เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นดาวซัลโวรุ่นเด็ก และเป็นนักกีฬาดีเด่น

สำหรับจุดเปลี่ยนของ “นักเตะบ้านนอก” จริงๆ เขาเล่าว่า อยู่ตอน ม.4 ที่ถูกโอนย้ายตัวจาก โรงเรียนกีฬากรุงเทพ ไปอยู่ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี สถาบันปั้นดาวรุ่งด้านฟุตบอล เขามีชื่อเป็นนักกีฬารายการใหญ่ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน ทั้ง เป็นแชมป์ฟุตบอล 18 ปี ก. ให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี , แชมป์กีฬา 7 สี, พาสถาบันเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลรายการ ไพร์มินิสเตอร์ คัพ

และช่วงปีนั้นเอง ที่ชื่อ “สีหนาท สุทธิ์ศักดิ์” ก้าวเข้าสู่เส้นทาง นักกีฬาทีมชาติ ​รุ่นเยาวชน!!!

กับจุดเด่นที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อติดทีมชาติ “เจ้าคิงส์” ประเมินว่า เป็นเพราะ ฝีเท้า แบบฉบับ วิ่งเร็วกว่าชาวบ้าน และวิชาเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน ซึ่งเขาได้มาจากตอนเล่นฟุตซอลมาก่อน แต่ที่เขามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขามีวันนี้ คือ สายตาของโค้ชตอนที่อยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ

“ตอนอยู่อัสสัมชัญ ผมเล่นตำแหน่งกองหลัง เพราะตัวค่อยข้างใหญ่กว่าเพื่อน แต่ผมวิ่งเร็ว โค้ชจึงเปลี่ยนให้มายืนตำแหน่งกองหน้า”

หากจะวัดระดับความเร็วของ “เจ้าคิงส์” ว่าเร็วขนาดไหน DST. ก็ไม่รู้หมือนกัน แต่มีเรื่องเล่าที่การันตี ความเป็นเจ้าลมกรดได้ว่า

“พี่เชื่อไหม ผมวิ่งเร็วมากจนครั้งหนึ่ง ครูส่งไปวิ่งแข่ง เพราะนักกีฬากรีฑาขาด ตอนแรกว่าจะไม่ไป แต่โค้ชกรีฑาบอกว่า ใครได้แชมป์จะได้เงินรางวัล 600 บาท ผมตัดสินใจว่า เอาเลย เพราะอยากหาเงินซื้อรองเท้าสตั๊ด ตอนนั้นผมลง 2 รายการ ได้แชมป์ทั้งคู่ ได้เงินมา 1,200 บาท แต่ไม่พอซื้ออยู่ดี เพราะรองเท้าคู่ละ 1,600 บาท ผมขอเงินพ่อของเพื่อนส่วนที่ขาด มาซื้อรองเท้าจนได้”

แต่ท้ายสุดความเร็วของเขา จน สายกรีฑาต้องฮือฮา และเงินรางวัลที่ล่อใจ ไม่สามารถเปลี่ยนชะตา “เจ้าคิงส์” บนเส้นทางฟุตบอลไปได้ เพราะเขายังมุ่งมั่นเป็นนักเตะที่มีคุณภาพต่อไป ฝึกฝน และฝึกซ้อมอย่างหนัก

จนมีคนตั้งฉายาให้ว่า “นักเตะตีนระเบิด” เพราะด้วยพลังขาที่หนักหน่วง เขาเตะบอลจนตาข่ายประตูขาด ในรายการแข่งขันฟุตซอลระดับประเทศ และเคยออกชอตเด็ดกีฬาแชมป์ ทางช่อง 3 มาแล้ว

ด้วยสไตล์ บู๊ และ วิ่งสู้ฟัดนั้นเอง หลังจบ ม.6 แล้ว “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” มอบสัญญานักเตะใต้สังกัดให้เขาทันที แต่เขายังไม่เคยลงสนามภายใต้ยูนิฟอร์มของต้นสังกัดสักครั้ง เพราะเมื่อเริ่มปีแรก เขาต้องกลับไปช่วยทีม “อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด” ค้าแข้งในระดับ ดิวิชั่น2 อยู่ประมาณ 1 ฤดูกาล ก่อนถูกส่งตัวไป “สโมสรพัทยา ยูไนเต็ด” ในปี 2016 ต่อด้วย “สโมสรบางกอก เอฟซี” ในปี 2017 และ “สโมสรอุดรธานี เอฟซี” ในปี 2018

ขณะที่ประสบการณ์ด้านทีมชาติของเขา ทั้ง 5 ครั้ง ในระดับเยาวชน ตั้งแต่รุ่น U17, U18, U19, U21 และรุ่นล่าสุด U23

ที่แม้ รุ่น U23 ที่ “เจ้าคิงส์” เป็น 1 ใน 23 ผู้เล่นชุดเตรียมแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ 2018 จนถึงปรีโอลิมปิกส์ 2020 ที่แข่งขันรายการ อัลไพน์ คัพ 2018 ที่ประเทศเมียนมาร์

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร แต่ทั้งหมดคือบทเรียนอันล้ำค่า ที่ใช้เป็นเครื่องเตือนสติ และสอนใจ ว่า “อย่าท้อ และหยุดความมุ่งมั่น”

เพราะนอกจากความสำเร็จที่เขาตั้งใจไปให้ไกล ถึงการติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว คือ การตอบแทนครอบครัว

“พ่อกับแม่ผม ไม่ได้อยู่เมืองกาญจน์แล้ว เพราะบ้านที่เคยอยู่ตั้งแต่เด็กถูกยึดไปแล้ว พ่อกับแม่ผมต้องมารับจ้างขับรถอยู่ในกรุงเทพ และเช่าบ้านเขาอยู่ ผมถือว่าอาชีพนักฟุตบอลของผม สิ่งที่สำคัญสุดคือ การช่วยเหลือครอบครัว ให้พ่อกับแม่อยู่สบายที่สุด และส่งน้องอีก 2 คนเรียนหนังสือให้จบ และตอนนี้ผมกำลังซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านให้พ่อกับแม่ ที่บ้านเกิดอีกครั้ง และปลายเดือนนี้ผมตั้งใจจะบวชเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ด้วย”

กับเส้นทางฟุตบอล “เจ้าคิงส์” บอกว่า ตอนนี้คือกลับมาอยู่กับต้นสังกัด “เมืองทองฯ” และยังไม่รู้ว่าในฤดูกาลหน้า จะถูกส่งตัวไปที่ไหน กับประสบการณ์ด้านอาชีพ ฟุตบอล กว่า 5 ปี เขามองว่าแม้จะยังน้อย เมื่อเทียบกับแข้งเก๋า แต่ไม่ว่าจะถูกส่งให้ไปอยู่สโมสรไหน เขาขออย่างเดียว คือ “ขอให้ได้ลงเล่น”

เพราะเขาเชื่อว่า การได้พิสูจน์ฝีเท้าในสนามแข่งขัน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ที่จะสะสมประสบการณ์ให้แข็งแกร่งและยืดหยัดบนเส้นทางสายนี้ได้ต่อ.


ขอบคุณ สโมสรอุดรธานี เอฟซี

By : BlackSugar

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *