• Home
  • Exclusive
  • เปิดชีวิต “นพรัตน์ สกุดอ๊อด” 17 ปีบนเส้นทางค้าแข้ง จากนี้ ต้องไปต่อ

เปิดชีวิต “นพรัตน์ สกุดอ๊อด” 17 ปีบนเส้นทางค้าแข้ง จากนี้ ต้องไปต่อ

By on September 13, 2018 0 384 Views

DST.Exclusive : กับคนที่มีชีวิตอยู่ได้ เพราะ “ฟุตบอล” อย่างแรก เขาคงต้องคิดถึง คือ วิธีการเล่น เพื่อพัฒนาตัวเอง และ ทำทุกทาง เพื่อให้ “สโมสรต้นสังกัด” ยืนระดับ และบรรลุเป้าหมายของเกมแข่งขันแต่ละปี

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมด ของชีวิตนักฟุตบอล คงไม่ใช่เพื่อ “ตัวเอง” อีกต่อไป แม้เขาจะตั้งต้นมาจากความ “ชื่นชอบ” เพราะเชื่อว่าคำตอบสุดท้าย คือ “ความภักดีต่อสโมสรฯ และ อาชีพ”

อย่างเรื่องราว ของ “เจ้าคิม – นพรัตน์ สกุลอ๊อด”​ ที่หลายคนอาจมีภาพจำ คือ “สกายคิ๊ก” ใส่ “จอน บาจโจ้” ทีมสุโขทัย เอฟซี แมชต์ที่เขา ใส่ปลอกแขนเป็นกัปตันทีมไทยฮอนด้า เอฟซี จนถูกใบแดงไล่ออกสนาม พ่วงโทษปรับเงิน และ ถูกแบนการเล่น3นัด ซึ่งเป็นคำตัดสินจาก กรรมการวินัย สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

ซึ่ง ลูกถีบพิฆาต แมชต์นั้น สร้างรอยร้าวใหั “เขา” กับ ทีมต้นสังกัด ถึงขั้นต้องแยกทางกันในที่สุด แม้ “เจ้าคิม” จะอยู่เป็นนักเตะคู่บุญ “ทีมไทยฮอนด้า” เกือบ 10 ปี

วันนี้ DST.-DailySoccerThailand จะขอย้อนเส้นทางชีวิตของ “เจ้าคิม” กันอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ ขุดเรื่องพิพาท เมื่อเมษายน ปีที่แล้ว ที่เขา ถูก “สโมสรไทย ฮอนด้า” บอกเลิกสัญญา

เพราะความเป็น “นพรัตน์ สกุลอ๊อด”​ บนเส้นทางนักเตะ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่านั้น

 

จากจุดเริ่มต้น จากเด็กต่างจังหวัด “เมืองแพร่” ที่เรียกว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ ด้านฟุตบอล และโอกาสที่เขาได้รับจาก รุ่นพี่นักฟุตบอล ทำให้ “เจ้าคิม” ในวัย10 ขวบ ได้ลงสัมผัสสนามแข่งขันเก็บเกี่ยวประสบการณ์ อย่างต่อเนื่อง

จนถึงจุดพีกสุดในเส้นทาง ที่เขาถูก ยกระดับให้เป็นดาวรุ่งตัวเด่นของจังหวัด เพียงแค่ 1 ปีหลังจากนั้น เพราะได้พาทีมของโรงเรียน ที่มีแมชต์แข่งขันภายในจังหวัด คว้าแชมป์ ต่อเนื่องกับการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนระดับภาคเหนือ, แข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทาน, แข่งขันรายการฟุตบอลไนกี้

และ “เจ้าคิม” ​ช่วงท็อปฟอร์มถูกแมวมองทีมชาติทาบทาม และ มีชื่อไปคัดตัวเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุ 16 ปี แต่ผลคัดเลือกตอนนั้น เขาไม่ผ่านเข้าไปสู่รอบสุดท้ายของการประกาศรายชื่อได้

“ตอนนั้นมีคนไปคัดตัว ทั่วประเทศ มาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอล ส่วนผมมาจากโรงเรียนต่างจังหวัด ช่วงเก็บตัวฝึกซ้อม​ 4 วัน ผมพยายามอย่างหนักนะ แต่ผมเข้าใจว่าทำไมผมไม่มีชื่อติด เพราะผมยังอ่อนประสบการณ์” 

และนับจากวันนั้น ทำให้เขามีจุดเปลี่ยนเรื่องความคิด และมุมมองด้านฟุตบอล​

ที่ไม่นับความเด่น ความดัง มาเป็นตัววัด​ “คุณภาพ” และ “ความสำเร็จ” ของชีวิต ทำให้ในช่วงชีวิตฟุตบอลของเขา คือ การฝึกฝน เรียนรู้ อย่างอดทน เพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียว คือการพัฒนาฝีเท้าของตัวเอง

 

จากชีวิตเด็กต่างจังหวัด ที่พลาดหวังกับการคัดตัว ไปเล่นระดับทีมชาติ ไม่ถือว่าแย่สำหรับเขาทีเดียว เพราะจากนั้น มีหลายโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอล ดึงเขาให้ไปเข้าสังกัด พร้อมตอบแทนเขาด้วยการให้เซ็นต์สัญญาเป็นนักกีฬา ของสโมสรฟุตบอลอาชีพ ​ตั้งแต่เขาอายุได้ 17 ปี ที่ สโมสรฟุตบอลทรัยพ์สินส่วนพระมหากษัตริย์

กับแมชต์แรกในฐานะนักกีฬาอาชีพ เขา ยอมรับว่ามีความต่างจากการแข่งขัน ระดับโรงเรียนและรายการชิงแชมป์ เพราะทีมมีเป้าหมายที่สูงไปกว่าการคว้าถ้วยรางวัล

“เกมแรก ผมตื่นเต้นมาก เล่นผิดๆ ถูกๆ กล้าๆ กลัวๆ แต่เกมแรกนั้นเป็นบทเรียนที่ผมต้องปรับปรุงตัวเอง ซ้อมให้หนักเพื่อแก้ไขความผิดพลาด และต้องจับจุด จับจังหวะฟุตบอลให้ได้ ซึ่งผมโชคดีที่มีโค้ชและรุ่นพี่ที่คอยแนะนำและสั่งสอน”

กับสโมสรอาชีพแรก ของ “เจ้าคิม” แม้เขาจะอยู่ไม่นาน แค่ 3 ปี ก่อนจะถูก โค้ชฟุตบอล ดึงตัวไปช่วยทีม “ไทย-ฮอนด้า เอฟซี” เพื่อให้ทีมพ้นโซนตกชั้น ซึ่งเขาทำผลงานช่วยทีมให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ด้วยภาวะที่ฟุตบอลยังมีจุดเปลี่ยน ทำให้หลังจากที่เขาช่วย “อินทรีอัคนี” พ้นการตกชั้นได้ เขาถูกดึงตัวให้ไปช่วยอีกหลายทีม ทั้ง ทีมปตท.ระยอง, สโมสร แพร่ ยูไนเต็ด ในฐานะตัวหลักของทีม

แต่กว่าที่เขาจะ พิสูจน์ให้ สมาชิกในทีมใหม่ ยอมรับในตัวเขา “เจ้าคิม”​บอกว่า ถือเป็นจุดที่ยากเกือบที่สุดของชีวิตนักฟุตบอล

“แต่ละทีมที่ผมไปช่วยเขา แน่นอนว่ามีตัวหลัก มีคนยืนตำแหน่งประจำอยู่ กว่าจะเบียดแย่ง หรือ ลงเล่นแทนเขาได้ ต้องฝึกฝนให้มากกว่าที่เคยทำ เพราะผมไม่มีเครื่องมือที่ใช้เป็นทางลัด ต้องอดทน ฝึกซ้อมให้หนัก และเมื่อได้รับโอกาสต้องพิสูจน์ให้ โค้ช และเพื่อนในทีมมั่นใจในตัวเรา ว่าเราทำได้” 

แต่ในชีวิต “นักเตะบ้านนอก” ยังต้องเจอบทพิสูจน์ต่อไป เมื่อเขาถูกดึงตัวกลับมาเล่นให้กับ “ไทย-ฮอนด้า เอฟซี” อีกครั้ง เขาหมายมั่นว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมทำได้ตามเป้าหมาย และอุทิศตัวเพื่อสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับสโมสรฯ

ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง นั้น ทำให้เขา ทุ่มเททุกหยาดเหงื่อ และแรงกายให้กับทีม ทำให้บางจังหวะเขาทุ่มเท จนลืมไปว่า มีความอันตรายที่ พึงระวัง

สิ่งที่เขาผิดหวังมากที่สุดในชีวิต คือ วันที่ถูก สโมสรไทย-ฮอนด้า ยกเลิกสัญญา เมื่อ 29 เมษายน 2560 เพราะตกลงเรื่องการจ่ายค่าปรับ 40,000 บาท ให้กับ สมาคมฟุตบอลฯ ไม่ลงตัว หลังเขา “สกายคิ๊ก” ใส่ “จอน บาจโจ้” ดาวยิงตัวเก่งของสุโขทัยเอฟซี

“ผมเจอเรื่องแบบนั้น ผมเสียใจที่สุดนะ ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้น บั่นทอนจิตใจผมพอสมควร แต่ผมยังมีคนที่คอยให้กำลังใจ ทั้ง ครอบครัว และเพื่อน ทำให้ผมเข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ต่อ ผมไม่คิดจะยอมแพ้ ​หลังจากเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมปรับจากการเล่นที่เป็น สไตล์บู๊ มาเป็นสไตล์บู๊แบบมีจังหวะและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น”

หลังจากที่ “เจ้าคิม” เป็นนักเตะไร้สังกัด ผูกมัด ทำให้หลายทีมตามจีบและชวนร่วมสังกัด แต่ในที่สุด เขาตัดสินใจ เซ็นต์สัญญาร่วมทีมกับ “โลมาน้ำเงิน – พัทยา ยูไนเต็ด” และยึดตัวหลัก ช่วยทีม ใน ปี 2560 ให้เหยียบแท่น อับดับ 8 ของตาราง

 

และเป้าหมายในปีนี้ “นพรัตน์” บอก จะทำหน้าที่เต็มเหนี่ยวเช่นเดิม เพื่อให้ “โลมาน้ำเงิน” โลดเล่นสู่จุดที่สูงที่สุดของตารางแข่งขัน

กับเส้นทางค้าแข้งของ “เจ้าคิม” จากนักเตะ “เมืองแพร่” สู่ “เมืองพัทยา” เชื่อหรือไม่ ว่าเป็นเวลา​ 17 ปีเต็มแล้ว

แม้วันนี้ วัยของเขาจะ ก้าวสู่ เลข 32 ปี ซึ่งหลายคนมองว่าเป็น ตอนปลายของอาชีพนักฟุตบอล แต่เขายังเชื่อว่า ชีวิตเขาจะไม่หยุดแค่นี้ และยังไปต่อได้อีกยาว เพราะความมุ่งมั่น ขยัน และ อดทน คือ สิ่งที่ค้ำยัน ให้เขา ยืนระยะในเส้นทางค้าแข้งอาชีพมาจนถึงทุกวันนี้

 

 


ขอบคุณ สโมสรฟุตบอลพัทยา ยูไนเต็ด

เรื่องโดย BlackSugar

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *