• Home
  • Exclusive
  • ความฝัน กับ เป้าหมาย ของ “กัปตันกมล โพธิ์ทอง” ทีมอ่างทอง เอฟซี

ความฝัน กับ เป้าหมาย ของ “กัปตันกมล โพธิ์ทอง” ทีมอ่างทอง เอฟซี

By on August 20, 2018 0 1709 Views

เป็นอีกปีที่เหนื่อยอย่างแสนสาหัส ก็ว่าได้ สำหรับ “ทีมนักรบรวงทอง – อ่างทอง เอฟซี” ที่ฤดูกาล 2018 นี้ ต้องหนีให้พ้นโซนอันตราย แม้โอกาสหนีพ้น จะมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะทีมรั้งอันดับบ๊วยมาตั้งแต่เปิดเลกสอง

แต่..เราอย่าไปประมาทเขา เพราะอีกหลายเกมที่เหลือ ยังมีสิทธิ์พลิก!

กับภาวะกดดันที่ทีมนักรบรวงทอง ต้องเผชิญ แน่นอนว่าคนที่ถูกจับตามากที่สุดในส่วนของ “นักเตะ” คือ ผู้ที่สวมปลอกแขนกัปตัน เพราะเขาคือ พี่ใหญ่ในทีมที่น้องเคารพ และ เป็นตัวเชื่อมที่ผู้บริหารทีมไว้วางใจ

 

 

แน่นอนสำหรับ กัปตันอ่างทอง เอฟซี อย่าง “กมล โพธิ์ทอง” มิดฟิล์ดตัวรับ หมายเลข30 ย่อมรับว่าภาวะที่ทีมเป็นแบบนี้ เขาเองมีสิทธิที่จะเครียด และกดดัน แต่เขาจะไม่มีวันให้โอกาสนั้นเกิดขึ้น กับตัวเอง เพื่อบั่นทอนแรงใจทั้งหมดที่มีต่ออาชีพที่เขารัก

ทำไม เขาถึงมุ่งมั่น และย้ำกับ DST.-Dailysoccerthailand วันที่สัมภาษณ์ว่า ภารกิจของเขา ฐานะ กัปตันทีมอ่างทอง เอฟซี คือ พาทีมไปให้รอดจากเรดโซน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดยอมแพ้ เมื่อมีความฝัน และตั้งเป้าทำมัน แล้วต้องทำให้สำเร็จ

จากเด็กหนุ่ม ที่มีภูมิลำเนา อยู่ จ.ประจวบคิรีขันธ์ มาตั้งแต่เกิด ฝันอยากเป็น “นักเตะทีมชาติ” เหมือนไอดอลที่เขาเห็นทางทีวี

“ตอนเด็กๆ ผมดูแข่งกีฬาซีเกมส์ผ่านทีวี เห็นพี่โต้ง พิชิตพงษ์ เฉยฉิว เล่นตอนนั้นผมชอบเลย ชอบฟุตบอลและสไตล์การเล่นของพี่เขา จึงคิดว่าสักวันต้องเป็นอย่างพี่เขาให้ได้ จากนั้นพอมีเวลาว่างที่โรงเรียนเมื่อไร พักเที่ยง พักเย็น หรือ เลิกเรียน จะขอไปเล่นกับรุ่นพี่ที่เขาเตะบอลอยู่” กัปตันกมล ย้อนเรื่องเล่าวัยเด็ก

แต่เส้นทางชีวิตของ “กมล” ดูจะสวนทางกัน แม้เขาจะมีดีกรีเป็นถึง ตัวนักกีฬาประจำโรงเรียน พ่อและแม่สนับสนุน ส่วนตัวเขาเองดูเหมือจจะมีพรสวรรค์อยู่หน่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดประตูโอกาสยังไม่เปิดรับ

จนในที่สุดถึงวัยที่เขาเองตัดสินใจ ต้องลุย!! ให้สุด แบกกระเป๋าออกจากบ้าน ไปเรียนตรงสาย ที่โรงเรียนกีฬาจ.สุพรรณบุรี เพื่อหวังเป็นใบเบิกทาง แต่ในปีที่เขาสอบได้นั้นเอง กลับถูกส่งตัวไปเรียนที่ โรงเรียนกีฬา จ.อ่างทอง

เหมือนเป็นชะตา ฟ้าลิขิต ที่จากวันนั้น จนถึงปัจจุบัน กว่า 17 ปี ที่เขาปักหลักอยู่ที่เมืองนี้ และได้เล่นกีฬาฟุตบอลอาชีพที่ตั้งเป้าหมาย

“ผมเรียนที่ จ.อ่างทอง 17 ปี ตั้งแต่ระดับมัธยม จนถึง ปริญญาตรี เพราะผมอยากเล่นฟุตบอล แต่กว่าผมจะอยู่ได้ ยอมรับเลยว่ามีท้อบ้าง เพราะเป็นคนติดบ้าน ติดครอบครัว อยู่เดือนแรกๆ ต้องหยุดตู้โทรศัพท์ โทรกลับบ้านทุกวัน พ่อกับแม่เหมือนรับรู้ พยายามมาหาเราบ้าง ให้กำลังใจเรา จนผ่านเดือนมหาโหดไปได้ เราค่อยๆ ปรับตัว และโฟกัสเรื่องฟุตบอล และการเรียนมากขึ้น”

 

               กับเกมแข่งขันที่ “กมล” ได้สัมผัสครั้งแรก คือ งานกีฬาของกลุ่มโรงเรียน ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี กับตำแหน่งที่เขาเล่นในตอนนั้น คือ ตำแหน่งกองหน้า ซึ่งเขาบอกว่า ต้องอาศัยลูกบ้า ลูกขยัน ประกอบกับใช้พรแสวงที่หาได้ตามเกมแข่งขัน เป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

ผลลัพท์ที่ได้ ถือว่าน่าประทับใจ เพราะในปี 2548 “กมล” สามารถร่วมและพาทีมอ่างทอง เป็นแชมป์รายการฟุตบอลเยาวชนแห่งชาติชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย (ไพรม์มินิสเตอร์) รุ่นอายุ 18 ปี

“ผมได้ลงตลอด ถือว่าช่วยทีมได้ดีระดับหนึ่ง โดยรางวัลชนะเลิศที่ได้ ถือว่าเป็นความภูมิใจ เพราะเราตั้งเป้าไว้แค่ขอให้ได้เข้ารอบให้ลึกที่สุด และเป็นรางวัลตอบแทนที่ทีมซ้อมกันหนัก” กมล ระบุ

ในทุกเกมแข่งขัน ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะ “กัปตันกมล” บอกว่ามีหลายรายการแข่งขันที่ไม่ตามเป้า แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เสียใจ

แต่เชื่อหรือไม่ว่าในช่วงชีวิตวัยเด็ก เกี่ยวกับฟุตบอล มีเรื่องที่ “กัปตันอ่างทอง” เคยเสียดาย

“ตอน ม.5ผมถูกเลือกไปออกรายการเดอะวินเนอร์ รายการเรลลิตี้คัดนักฟุตบอลจากทั่วประเทศ ได้ออกทีวีด้วย แต่ผมผ่านถึงแค่รอบ 40 คน แล้วไม่ได้ไปต่อ เพราะเทสร่างกายไม่ผ่าน ส่วนหนึ่งเพราะผมใจไม่สู้ด้วยแหละ ให้ไปวิ่งรอบๆ สนาม ทดสอบอะไรหลายอย่าง ผมไม่ค่อยอยากทำ อีกอย่างเยาวชนที่มาคัดซีซั่นนั้น มีแต่คนชื่อดัง มีชื่อเสียง ผมจึงคิดว่าคงไม่ได้ เพราะไร้ดีกรี แต่ให้นึกย้อนไป เสียดายเหมือนกัน”

แม้เส้นทางฟุตบอลอาชีพจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกนาน แต่หลังเรียนจบที่วิทยลัยพละ เขาได้เข้าสังกัดฟุตบอลอาชีพโดยทันที ที่ “สโมสรฟุตบอลสิงห์บุรี” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก้าวครั้งนั้น ได้สร้างจุดเปลี่ยน!!

จากเด็กวิทยาลัยพละ สู่ สนามฟุตบอลของจริง สิ่งที่เปลี่ยน คือ ตำแหน่งที่เล่น

“สมัยเรียนผมเล่นตำแหน่งกองหน้า ตอนนี้ผมเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับ เพราะในลีกอาชีพเขาเลือกใช้กองหน้าเป็นชาวต่างชาติ ผมคงเบียดได้ลำบาก ต้องปรับตำแหน่ง ให้มีที่ยืน สำหรับกองกลางผมว่าโอเค เลย เล่นง่าย แต่ความรับผิดชอบมากกว่า เพราะต้องเล่นทั้งเกมรับ เกมรุก เล่นหน้าบ้าง พร้อมกับเป็นตัวเชื่อมเกม ขณะเดียวกันต้องเป็นตัวตัดเกมให้ได้ และทำให้ดีด้วย อย่าฟาล์ว”

เพราะหากฟาล์วแล้วเป็น “ใบเหลือง” เมื่อใด จะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม้ “กมล” จะเตือนตัวเองแบบนั้นทุกครั้ง แต่ยังมีจุดที่พลาด เพราะคุมอารมณ์ไม่อยู่ ซึ่งเขารับว่าเหตุผลที่ต้องตัดฟาล์วเพราะบทบาทตัวรับ ไม่ใช่เพราะใจร้อน หรืออารมณ์เดือด เลือดขึ้นหน้า ไล่เตะคู่แข่งแบบไม่มีเหตุผล

กับทีมอ่างทอง เอฟซี สโมสรอาชีพที่สองของชีวิต และ “กมล” บอกว่าจะเป็นที่สุดท้ายในชีวิตฟุตบอลอาชีพ เขาใช้เวลาอยู่กับต้นสังกัดนี้ เป็นปีที่ 7 แล้ว และเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ปี ทุกๆ ด้าน

“ทีมอ่างทอง เอฟซี มีขึ้น และ มีลง มีลุ้นและมีเรื่องให้กดดัน อย่างปีที่แล้ว พวกเราต้องลุ้นขึ้นชั้นไทยลีก เป็นเกมที่สร้างแรงกดดันมากจริงๆ แม้จะอยู่เป็นทีมหัวตาราง เพราะแฟนบอลเองเขาก็ลุ้นไปกับเรา เราต้องทำผลงานให้ดี มาปีนี้ ที่ใครบอกว่าพวกผมจะตกชั้น ผมก็ยังไม่เคยเจอสถานการณ์นี้นะ แต่ผมเชื่อว่าทีมจะไปต่อได้” กัปตันกมล มั่นใจ

 

               เหตุผลอะไรที่ทำให้เขา “มั่นใจ” แม้สถานการ์ณของทีมตอนนี้ไม่เป็นใจ สิ่งหนึ่งที่เขายอมบอก เหมือนกับที่คอยบอกและกระตุ้นน้องๆ ในทีม คือ “เราต้องไม่เครียด เล่นทุกนัดเหมือนที่เราซ้อมมา คิดว่าเป็นแมชต์ธรรมดาที่เล่นให้เต็มที่ เหตุที่ต้องบอกน้องๆ แบบนี้ เพราะรู้ว่าเมื่อพวกเขาเครียด เขาจะกดดัน เล่นไม่เป็นตัวเอง และอีกคำพูดที่ผมเอาไว้เตือนตัวเอง คือ ต้องเดินหน้าต่อไป สู้กันให้ถึงวินาทีสุดท้าย เพราะเมื่อจบฤดูกาลไปแล้ว ไม่รู้ว่าเราจะอยู่จุดไหน และเวลานั้นมาถึง จะได้ไม่ต้องนั่งเสียดายทีหลัง”

กับข้อคิดที่ “กัปตันกมล” อยากฝากบอกน้องๆ ที่กำลังตามหาเป้าหมายของชีวิต คือ “ตอนแรกผมตั้งเป้าหมายไว้สูง คือ ติดทีมชาติ เมื่อไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป้า มาเป็นเล่นอาชีพแทน อย่างน้องๆ ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้สูงเลย แต่ทำไม่ได้ เขาอาจจะท้อแท้และเลิกไปเลย แต่กีฬาฟุตบอลยังมีทางเลือก และโอกาสรอน้องๆ เสมอ เพราะปัจจุบันสโมสรอาชีพ เน้นการพัฒนาเด็ก เพื่อเป็นอนาคตให้กับทีม เราอาจใช้จุดนี้พัฒนาตัวเอง ค่อยๆ ไต่เต้าจากจุดเล็กๆ ไปสู่จุดหมายที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต”

และสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ คือ ต้องขยันซ้อมอย่างตั้งใจ วัยเด็กคือการลองผิด มีพลังเหลือเท่าไรใส่ให้หมด เพราะอย่างน้อยจะได้รู้ตัวเองผิดพลาดตรงไหน แล้วไปแก้ไข อย่างติดลูกเกรงใจ เพราะหากก้าวไม่พ้น พอโตไปได้ลงสนามใหญ่ ความผิดพลาดที่เกิดคือตัวบั่นทอน “โอกาส” ที่เราจะก้าวเข้าใกล้ความฝัน.

 

เรื่องโดย …. BlackSugar

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *