- Home
- Special Report
- เหมือนท้องฟ้าวิปริตที่ ‘ศรีสะเกษ’
เหมือนท้องฟ้าวิปริตที่ ‘ศรีสะเกษ’
DST.Special Report : ขออนุญาตไม่ทำหน้าที่ตุลาการ พิพากษาประเด็น “กูปรีอันตราย” ศรีสะเกษ เอฟซี ถูกตัดอีก 6 แต้ม ตามคำสั่งของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จากพฤติการณ์ในอดีตของ “อีสาน ยูไนเต็ด” ที่ติดค้างเงินเดือนนักเตะต่างชาติ ตั้งแต่ฤดูกาล 2015
เพราะสุดท้ายวัดกันที่ “หลักฐาน”
แต่ที่น่าซับน้ำตามากที่สุดคือ แฟนบอล ทีมงานสต๊าฟโค้ช และนักเตะของยอดทีมแห่งชายแดน
เพราะพวกเขา ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารต่างๆ แต่ตั้งหน้าตั้งตาเชียร์ ตั้งหน้าตั้งตาเตะ ใช้ “ศรัทธา” และ “พลังงาน” ขับเคลื่อน โดยมีเป้าหมายเลื่อนชั้นเป็นธง
หากให้ยกบรรยากาศที่เยี่ยมยอดในสนามฟุตบอล ตั้งแต่ลีกอาชีพตั้งไข่ “นครศรีลำดวน” ที่อัฒจันทร์ฉาบด้วยสีส้มจากเสื้อแฟนบอล คือ สังเวียนที่โผล่มาในมโนสำนึกแรกๆ
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ตอน “กูปรีอันตราย” มุดรั้วดิวิชั่น 1 เก่า ขึ้นมาในอาณาเขตลีกสูงสุด ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจของคอบอลไทย ในฐานะทีมภูธร อันไกลโพ้นกรุง
เพราะสมัยก่อน ลีกบนบ้านเรา ถูกยึดสัมปทานจากทีมองค์กรที่แออัดกันอยู่ในเมืองหลวง และขอบเขตปริมณฑล
ไกลกรุงหน่อย ก็ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ยุครุ่งโรจน์ชัชวาล พรั่งพรูไปนักเตะทีมชาติที่แทบจะเดินชนกันตาย ซึ่งเป็น 1 ในทีมที่มีคุณูปการต่อลีกอาชีพ ในแง่ของต้นแบบการบริหารจัดการ
คนบ้านนอกอย่างเราๆ ไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูแบบติดขอบสนาม แถมช่วงนั้นยังไม่มีไลฟ์สด หรือลิงค์แบบภาพคมๆ ชัดๆ ให้ลักไก่เข้าไปดู
มี “ศรีสะเกษ เอฟซี” นี่แหละ ที่กลายเป็นทีมภูธรยุคแรกๆ ที่แหกโผมาบนไทยลีก ก่อนที่ต่อมาบรรดาทีมจังหวัดจะทยอยขึ้นมากันเรื่อยๆ

จนปัจจุบัน เรื่องมันกลายเป็นพีระมิดหัวกลับ ทีมจังหวัดจัดการกระชับพื้นที่ จนเหลือทีมองค์กร และมีรังเหย้าในเมืองกรุงบนลีกบนไม่กี่ทีม
แม้ใครไม่ได้เป็นแฟนบอลศรีสะเกษ แต่เมื่อเข้าไปชมบรรยากาศบนอัฒจันทร์ เชื่อไหม?ทุกด้านของสนามนครศรีลำดวน และเสียงปลุกเร้าของสาวกกูปรี ตั้งแต่อยู่ดิวิชั่น 1 เก่า และไทยลีก คือ หนึ่งสิ่งที่ทำให้คอบอลอยากเห็นทีมจังหวัดมากกว่าทีมองค์กร
“ศรีสะเกษ” ไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถัง ประเภทอยากได้ใครรูดบัตรปรืดเดียว ดึงมาชูเสื้อแถลงข่าว หนำซ้ำ นักเตะส่วนใหญ่ในทีมโลว์โปรไฟล์ด้วยซ้ำ
แต่ด้วยเสียงระดับหลายเดซิเบล ที่มีต่อผลต่อจิตประสาทนักเตะทีมเยือน มันเลยทำให้คู่แข่ง มักออกจาก “นครศรีลำดวน” แบบมือเปล่าอยู่บ่อยๆ
ทีมใหญ่ๆ ฟอร์มดีๆ สารภาพกันมานักต่อนักว่า มาเล่นที่นี่เหนื่อยและยาก
กล้าพูดได้ว่า เป็น “นรกทีมเยือน” อีกแห่งในตอนนั้น

แต่ภูมิต้านทานที่ต่ำ โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากร ทำให้ “กูปรีอันตราย” ตัวนี้ มะรุมมะตุ้มกับสารพัดปัญหา ก่อนจะหล่นไปเล่นลีกพระรองเมื่อ 2 ปีก่อน
หลายคนคิดว่า คงไม่มี “กูปรี” ตัวเดิมแล้ว และคงไม่ออกจากป่าอีก
แต่การดึง “น้าฉ่วย” สมชาย ชวยบุญชุม “โปรเฟสเซอร์” ผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องการคุมทีมที่มีทุนทรัพย์น้อย มาสู่ทีม ทำให้นครศรีลำดวนมีชีวิตชีวาขึ้น
ปีแรกของ “น้าฉ่วย” ขอแค่เอาตัวรอด ไม่ตกไปเล่นไทยลีก 3 พร้อมกับเป้าหมายคัมแบ็กสูงสุดในปีที่สองของการกุมบังเหียน
“น้าฉ่วย” ได้วัตถุดิบที่ตัวเองอยากได้ช่วงพรีซีซั่น และปรุงรสออกมาได้แซ่บอีหลี
พาทีมเกาะอยู่พื้นที่ตีตั๋วเข้ารันเวย์ไทยลีก แบบชนิดที่สาวกกูปรีอุทานโพล่งว่า ปีนี้ ไม่พลาด!
แต่แล้ว “แผลเก่า” ก็กลับมาเล่นงาน พวกเขาถูกตัด 6 แต้ม กรณีค้างเงิน “ควาน ฮัก จิน” แข้งเกาหลีใต้ และหลุดออกจากโซน 1-3
แต่แสงปลายอุโมงค์ยังมี เมื่อช่องว่างไม่ห่าง นักเตะกูปรีอัดร้อยแปดสิบตีนถีบ เพื่อกลับไปอยู่ที่เดิม หากแต่ “แผลเก่า” ยังมีอีกจุดในกรณีล่าสุด
การถูกตัดแต้ม 1 โหล จะถีบ “กูปรีอันตราย” ร่วงไปถึงอันดับ 10 ปิดประตูสวรรค์
และจะบรรลัยกว่านั้น ถ้าฟีฟ่าสั่งปรับตกชั้น

พูดตามตรง คนที่น่าเห็นใจที่สุดคือ “แฟนบอล” และ “นักเตะ”
มันเหมือนกำลังวิ่งเล่นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส แต่อยู่ๆ ท้องฟ้าก็วิปริตแปรปรวนทันใด เหมือนกับเพลงประกอบละครอังกอร์
เชื่อเถอะ มันต้องมีคนรู้สึกว่า แม่งเอ้ย กูทำอะไรผิดเนี่ย!
เรียบเรียงโดย : วนิลลาสกาย
ขอบคุณภาพ : Sisaket FC
ติดตามช่องทางข่าวสาร-เสนอแนะ ติชม และร่วมกิจกรรมสนุกๆ กับเราได้ที่…
Fb : www.facebook.com/dailysoccerthailand
Twitter : dailysoccer2017
IG : dailysoccerthailand
Line : @dailysoccerth
Website : http://dailysoccer.in.th
